คิดว่าเมื่อครั้งที่แล้วที่ใครได้อ่าน  >เหตุผลบางประการที่คุณไม่ควรเลือกเรียน "สถาปัตย์" คงได้ข้อคิดที่ดีมากบ้าง น้อยบ้างตามมุมวิธีการคิดของแต่ละคนนะครับ เอนทรี่ที่แล้ว ไม่ใช่การดักเพื่อไม่ให้คุณเรียนสายวิชาชีพนี้ เพียงแค่ว่าสถานศึกษาต้องการ "Supperman" มาประดับที่คณะ
 
ความคิดข้างบน...ไม่ใช่นะครับ
 
เพียงแค่เป็นข้อเตือนใจก่อนลุยสนามสถาปัตย์กันด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อมเสมอ
 
ในเอนทรี่นี้...ขอมาต่อด้วยเรื่อง "ความพร้อมของ..."ก้าวแรก"...สู่การเรียนสถาปัตยกรรม" คำว่าก้าวแรก...นั่นสำคัญมาก สำคัญถึงขั้นเปรียบเทียบได้ว่า ก่อนออกจากบ้าน คุณจะต้องก้าวเท้าซ้าย หรือขวาออกมาจากประตูบ้านก่อน ตามลักษขณาราศรีเกิดของแต่ละท่าน ต้องฟังเสียงจิ้งจกทักหรือป่าว...Embarassed
 
ล้อเล่นนะ...ไม่ขนาดนั้น
 
แต่มันมากกว่านั้นมากเลยครับ กับการที่คุณจะเข้ามาเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมและไม่สับสน เคว้งคว้าง ไม่สูญเสียทิศทางของความคิดไปแบบเรียกกลับคืนมาไม่ได้
 
สิ่งเหล่านี่ที่พูดถึงคือ "เป้าหมาย" เพื่อให้คุณพุ่งเข้าชน
 
ในเอนทรี่นี้...ผมเพียงอยากให้น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาตระหนักให้ออกถึงสาระของเป้าหมายที่แท้จริง เพื่อวันหนึ่งคุณจะได้ล้มบนฟูกมากกว่าลงบนพื้นคอนกรีต นึกภาพความเจ็บและความสุขที่แตกต่างกัน
 
เรื่องนี้ขอยกประเด็นเป้าหมายในการเข้ามา "คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์" ของคุณด้วยวลีการเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า...
 
คุณอยากมาศึกษาที่แห่งนี้ อาณาจักรแห่งนี้...เพราะ Laughing
 
 
คุณอยากเรียนสถาปัตย์ หรือ คุณอยากเป็นสถาปนิก
 
 
ถ้าคุณแบ่งร่างเป็นสองคน และใช้วิธีคิดแบบสองขั้วตามข้างบน
คุณว่า...ใครคนใดใดคนหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์มากกว่ากัน เอาแค่ช่วงเวลาแค่ 5 ปี***นี้นะครับ
 
***ครูคนหนึ่งผมบอกมาว่า...
 
เป้าหมายของชีวิต อย่าประสาทแดกคิดไปไกลมาก มันฟุ้ง คิดทีละช่วง ทุกช่วง 5 ปีเพื่อประเมินความสำเร็จก็พอ ครูคนที่บอกผมไม่รู้หรอกว่าใคร เพราะจำไม่ได้ว่าฟัง อ่านมาจากไหน แต่ผมถือว่า ใครที่บอกอะไร และเป็นเนื้อหาที่ดีที่มีประโยชน์
 
ผมมองทุกคนเป็นครูผมได้หมด...ไม่เว้นแม้แต่ คุณ ใครคนหนึ่งที่แวะเข้ามาอ่าน 
 
นอกเรื่อง...ซะงั้น Embarassed
 
 
คนหนึ่ง เมื่อตั้งเป้ามาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคิดว่า..."อยากเรียนสถาปัตยกรรม" เริ่มเลย...
เค้าจะเห็นภาพความสำเร็จของตัวเอง ไม่ว่าภาพลักษณ์ที่มีคนพูดถึงว่าเป็นสถาปนิกมันเท่ มันเจ๋ง ผลงานที่มีแต่คนชื่นชม 
เค้าจะเห็นผลงานของเค้าได้ไปลงหนังสือ นิตยสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น บ้านและสวน B1 Art4D ROOM หรือวันดีคืนดี A DAY เชิญไปสัมภาษณ์ในฐานะสถาปนิกรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งยุค GEN Y
 
แต่ในความจริง เมื่อเข้าไปเรียน เค้าจะเจอความกดดันทั้งเรื่องของงาน เวลา และสถานการณ์ที่อาจารย์ผู้สร้างมันขึ้นมา บ้างก็เครียด บ้างก็ท้อ บ้างก็เอ๋อ ๆ ล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน บางคนอาจจะทนฝืนเพียงเพื่อแค่คิดว่า"""
 
"ไหน ๆ ก็เรียนมาแล้ว...เอาให้จบ ดีกว่าไม่มีปริญญาติดตัว"...ข้อนี้น่ากลัวมาก!!!
 
ต่างจากอีกคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนเพราะ "อยากเป็นสถาปนิก" คนคนนี้ เค้าอาจเคยสัมผัสภาพบุคลิก ผลงานของสถาปนิกที่รู้จัก หรือใครก็ไม่รู้ที่เค้าผ่านตามาประทับใจ และเกิดความสนใจในมุมมองของสถาปนิก จนเป็นแรงบันดาลใจให้เข้ามาลองศึกษา คนนนนี้จะเริ่มล้มล้างความคิดของความอยากลงไป แต่จะเริ่มไขว่คว้าแนวทาง ความรู้ หรือประสบการณ์บางอย่างที่จะทำให้เค้าได้เป็นสถาปนิก โดยใช้ทุกวิธีการที่ครูพักลักจำ การเกาะติดตามถามทุกเรื่อง การเพียรที่จะโดนด่าว่าโง่ หรือกระแทกแดกดันต่าง ๆ นานา
 
เพราะตัวเค้ารู้ว่า...อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า "สถาปนิก" 
 
จุดเริ่มที่เข้าใจมุมมิติที่แตกต่างกัน มันอาจมีจุดจบที่เหมือนกัน หรือไม่เหมือนกันได้ทุกอย่าง...งงมั๊ย
 
คนทั้งสอง...แม้จะอาจจะเรียนไม่จบในสายวิชาชีพนี้ทั้งคู่
แต่ทั้งสองจะสื่อความคิดออไปคนละแนวทาง...คนแรกที่มาเพราะ อยากเรียนสถาปัตย์ หากไปไม่รอด "ความคิดแบบอคติ" มักโทษสถานศึกษา มักโทษคนอื่นโดยใช้เหตุและผลเข้าข้างตัวเองต่าง ๆ นานาว่าที่ตรงนี้ ดีไม่เท่าที่ตรงโน้น ถ้าไปเรียนที่โน่น น่าจะดีกว่าที่นี่
 
ส่วนคนที่มาเรียนเพราะ "อยากเป็นสถาปนิก" หากไม่จบ ส่วนมากเค้ามักจะรู้จักตัวตน ตัวเองของเค้าว่า ตัวของเขานั้นขาดคุณสมบัติบางอย่างที่เหมาะสมกับการเรียนเพื่อเป็นสถาปนิกไปบ้าง เช่น ถึกยังไม่พอ จัดการเวลาไม่ได้เท่าที่ควร ฯลฯ
 
หากเขาออกไป ส่วนใหญ่เขาจะกลับมาเพื่อลองกับมันอีกที และปิดรูรั่วที่เคยผิดพลาดเมื่อครั้งอดีตทีผ่านมาได้ คล้านกับคนที่เอนทรานซ์คณะใดคณะหนึ่ง...เมื่อมีความอยาก แม้ในปีนี้ไม่ติด กลับไปลุยซ้อมมือ ทำ ทำ ทำ ครั้งหน้าก็ติดอะไรประมาณนั้น แต่ถ้ากลับไปแล้วไม่ทำอะไรเลย กลับมาก็ไม่ติด เพราะมันไม่อยาก แม้ปากบอกว่าใช่...
 
จริง ๆ มันมีมากกว่านี้...บังเอิญอ่านเรื่องที่น่าสนใจจากบทความคนอื่น (ตามที่ผมอ้างอิงข้างล่างนะครับ) แล้วพูดเข้าจุดนี้พอดี โดยเฉพาะที่พูดถึงการ "โฟกัส" ว่าคุณโฟกัสคำว่า "สถาปัตยกรรม" แบบไหน
 
คุณโฟกัสที่ "เหตุ" หรือ "ผล" ของมัน...เรื่องทุกอย่างจะอยู่ในมือของคุณครับ
 
อ้างอิง...บทความทั้งหมด
 
เรื่องที่พูดถึงนี้ ผมไม่ได้คิดเองหรอกครับ บังเอิญผมอ่านเอนทรี่ อยากเป็นนักเขียน vs อยากเขียนหนังสือ ของ Login ที่ชื่อ "พอกลอน ซาเสียง" เจ้าของบล็อก http://porglon.exteen.com ซึ่งท่านได้โฟกัสสองมุมที่มีภาพซ้อนทับกันของความคิดแต่แตกต่างของผลลัพธื ได้อย่างแยบยลเฉียบขาด 
 
เลยเอาบทความของท่านมาดัดแปลงให้เข้ากับวิถีสถาปัตยกรรม
 
ความดีทั้งหมดต้องยกให้คุณ พอกลอน ซาเสียง หากมีน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา หรือใครที่เผลอเข้ามาอ่านแล้วมองว่า เออ...งานนี้เค้าเขียนดีนะ (555+ อวยตัวเองซะงั้น) ต้องทำความเข้าใจตามข้างต้นนะครับ
 

เอนทรี่หน้า...เรามารู้จัก "สถาปัตยกรรม" คืออะไรกันดีกว่าครับ
แล้วเจอกันสำหรับท่านที่แวะเข้ามาอ่านตรงนี้
 
 
 
 
ขอบคุณครับ...Embarassed